วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

มือขวานจอมเชือด ลิซซี่ บอร์เด็น | เรื่องเล่าฆาตกรโหดจากพิพิธภัณฑ์คนบาป







บทความโดย Poriuz’s Tales



               สวัสดีค่ะ  วันนี้เปอร์ได้ตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งมา แต่ตั๋วนั่นไม่ได้มีแค่ใบเดียว ยังมีอีกใบที่เปอร์จะพาคุณไปสัมผัสกับพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น  และบังเอิญว่ามันไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดาเสียด้วย เพราะว่าเป็น พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเหล่าคนบาปในอดีต  เปอร์จะเป็นไกด์ให้ข้อมูลคนบาปที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์กับคุณเองค่ะ

           *คำเตือน* ภาพประกอบเนื้อหาบางภาพมีเนื้อหาที่รุนแรง ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่เด็กนะคะ



 



               สำหรับคนบาปที่เปอร์จะเล่าให้ฟังเป็นคนแรกนี้ เธอใช้ขวานเป็นอาวุธ  ชื่อของเธอก็คือ ลิซซี่ บอร์เด็น  ระดับความซับซ้อนของการฆาตกรรมอาจจะจัดว่ายังไม่ค่อยเท่าไร   แต่คดีนี้เป็นที่สนใจของชาวเมืองในตอนนั้นมาก ๆ แถมเหยื่อของเธอยังตายในสภาพที่น่าสยดสยอง  เหยื่อของเธอคือนายแอนดรูว์ บอร์เด็น มหาเศรษฐีของเมืองและนางแอ็บบี้ภรรยาคนที่สองของเขา  ทั้งคู่คือพ่อแท้ ๆ และแม่เลี้ยงของลิซซี่เอง  ซึ่งเปอร์ขอให้คะแนนในด้านต่าง ๆ กับลิซซี่ บอร์เด็นดังนี้


               ความโหด : 5/5
               ความซับซ้อนของคดี : 3/5
               ความดราม่า : 4/5






               เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเริ่มเรื่องของเธอกันเลยแล้วกันนะคะ

               เหตุเกิดในวันที่ 4 สิงหาคม 1892 ที่เมืองฟอลล์ริเวอร์ รัฐแมสซาซูเสทท์ สหรัฐอเมริกา  อากาศในวันนั้นร้อนสูงถึง 100 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 37.7 องศาเซลเซียส  พบศพนายแอนดรูว์ถูกฆ่าด้วยขวานสับหน้าจนเละตายคาโซฟา  ส่วนภรรยาของเขาถูกฆ่าอยู่บนชั้นสองโดยอาวุธชนิดเดียวกัน  ผู้พบศพก็คือคือลิซซี่ บอร์เด็นที่วิ่งไปบอกสาวใช้บริดเจ็ทว่าใครก็ไม่รู้ฆ่าพ่อของเธอ

               ภายหลังตำรวจได้จับกุมลิซซี่ บอร์เด็นในฐานะผู้ต้องสงสัยของคดี  เพราะตำรวจจับได้ว่าลิซซี่โกหกในหลายๆ เรื่อง นั่นทำให้เธอตกเป็นผู้ต้องสงสัย










               แล้วลิซซี่ บอร์เด็นคือใคร? ถ้าเธอเป็นฆาตกรจริง ๆ ตามที่ทางการสงสัย  ลิซซี่มีแรงจูงใจจากอะไร  เรามาทำความรู้จักเธอกันเลยดีกว่าค่ะ


ลิซซี่ บอร์เด็น

              ลิซซี่ บอร์เด็นมีชื่อเต็มว่า “แอนดรูว์ ลิซซี่ บอร์เด็น”  เธอเกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 1860 ในครอบครัวที่ร่ำรวยแห่งเมืองฟอลล์ริเวอร์รัฐแมสซาซูเสท  เธอมีพี่สาวหนึ่งคนที่อายุห่างกันเจ็ดปีชื่อเอ็มม่า

               ถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะเป็นเจ้าของกิจการธนาคารที่เติบโตรวดเร็วอย่างมากในตอนนั้น  แต่ชีวิตส่วนตัว เขากลับพอใจที่จะอยู่ในบ้านหลังเล็กซอมซ่อมากกว่า


แอ็บบี้ บอร์เด็น (แม่เลี้ยงของลิซซี่)

               เมื่อลิซซี่สูญเสียแม่  พ่อของลิซซี่ก็แต่งงานกับนางแอ็บบี้ หญิงอ้วนวัย 36 ปีที่ยังขึ้นคานอยู่นั่นเอง ทำให้แอ็บบี้กลายมาเป็นแม่เลี้ยงของลิซซี่ไปโดยปริยาย  แต่ดูเหมือนว่าลิซซี่จะไม่ชอบขี้หน้าแม่เลี้ยงเท่าไร  เพราะเธอไม่เคยเรียกแอ็บบี้ว่าแม่แม้แต่ครั้งเดียว  ลิซซี่จะเรียกแอ็บบี้ว่า “บอร์เด็น” เท่านั้น

               ลิซซี่ บอร์เด็นเป็นคนที่ชอบเข้าสังคมและช่วยเหลือผู้อื่น  ลิซซี่เคยเข้าร่วมสมาพันธ์การละเว้นของมึนเมาของผู้หญิงคริสเตียน เธอเป็นทั้งเลขานุการสมาคมคริสเตียนท้องถิ่น และเป็นครูสอนภาษาให้คนจีนในโบสถ์ท้องถิ่นวันอาทิตย์ เธอจึงเป็นนางฟ้าในสายตาคนเมืองทั่วไป


 แอนดรูว์ บอร์เด็น (พ่อแท้ ๆของลิซซี่)

               ลิซซี่เป็นคนที่มีนิสัยอดทนอดกลั้น  เนื่องจากพ่อของเธอเป็นคนตระหนี่  เธอเลยติดนิสัยแบบนี้ของพ่อมาด้วย  หญิงสาวไม่ค่อยจะเปลี่ยนชุดของตัวเองมากนัก  เธอใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนสีซีดก็ยังไม่เคยเปลี่ยนมัน

               งานอดิเรกของลิซซี่คือการตกปลา หรือไม่ก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างในห้องคนเดียวมากกว่า

              ในบ้านบอร์เด็น นอกจากจะมีลิซซี่ซึ่งเป็นตัวละครหลักของเรา ก็ยังมีแอนดรูว์ บอร์เด็น(พ่อของเธอ), แอ็บบี้ บอร์เด็น(แม่เลี้ยงของเธอ), เอ็มม่า บอร์เด็น(พี่สาวของเธอ) และบริดเจ็ท(สาวใช้ชาวไอริส)


บริดเจ็ท (สาวใช้ในบ้านบอร์เด็น)

               ตลอดเวลาในบ้านบอร์เด็น ลิซซี่กับแอ็บบี้ไม่ถูกกันมาก ๆ  เป็นสงครามเย็นในบ้านระหว่างแม่เลี้ยงและลูกเลี้ยง  ลิซซี่นั้นไม่ต้องการให้พ่อของเธอยกสมบัติให้กับแม่เลี้ยงคนนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  เพราะเธอเกลียดแม่เลี้ยงคนนี้เข้ากระดูกดำเลยทีเดียวค่ะ

               จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1892 หลังจากลิซซี่ บอร์เด็นได้ทราบข่าวว่าพ่อของเธอได้ยกที่ดินให้กับญาติของแม่เลี้ยง  แถมยังมีแนวโน้มว่าพ่อจะยกสมบัติทั้งหมดให้กับแอ็บบี้อีกด้วย  ลิซซี่รู้สึกเจ็บใจและแค้นเป็นอย่างมาก  เรื่องนี้กวนจิตใจของเธอมาโดยตลอด  จนกระทั่งวันเกิดเหตุก็มาถึง...


               4 สิงหาคม 1892

               วันนั้นเป็นวันร้อนอบอ้าว  อาหารเช้าในวันนั้นเป็นเห็ดกระดุม  เนื่องจากครอบครัวบอร์เด็นได้รับเห็ดกระดุมมาเป็นจำนวนมาก  ทำให้คนที่อยู่บ้านนี้ต้องทนกินเห็ดกระดุมมานานสักพักหนึ่งแล้ว  ด้วยความที่นายแอนดรูว์เป็นคนขี้เหนียวเสียดายของกิน

               ก็เลยไม่แปลกที่อาหารจะเสีย เพราะเก็บมานานเกินไปและอากาศก็ร้อน  นายแอนดรูว์, แอ็บบี้, และพี่สาวของนางแอ็บบี้ที่ตอนนั้นมาเยี่ยมจึงโดนเล่นงานด้วยอาการอาหารเป็นพิษ รวมไปถึงสาวใช้บริดเจ็ทด้วย


เอ็มม่า บอร์เด็น (พี่สาวของลิซซี่)

               แต่ลิซซี่กลับไม่ได้มีอาการอาหารเป็นพิษอย่างคนอื่นเขา  เพราะวันนั้นลิซซี่ตื่นสายและป่วยเพราะประจำเดือนเลยไม่ได้ลงมาทานกับคนอื่น ๆ  และพี่สาวของลิซซี่ก็ไม่ได้โดน เพราะตอนนั้นเธอไปค้างบ้านเพื่อนก็เลยรอดไปอีกคน

               จนกระทั่งพี่ชายของแม่เลี้ยงที่โดนอาการอาหารเป็นพิษขอกลับบ้านไปก่อน  และในวันนั้นนายแอนดรูว์ก็ไปทำธุระในเมือง  ส่วนบริดเจ็ททำความสะอาดอยู่ชั้นล่าง

               จึงเหลือคนในบ้านนี้เพียง 3 คนคือ นางแอ็บบี้ ลิซซี่ และสาวใช้บริดเจ็ท
              
               ทุกคนอาหารเป็นพิษกันหมด ยกเว้นลิซซี่


บ้านบอร์เด็น

               นางแอ็บบี้ขึ้นไปพักที่ห้องชั้นบนหลังจากที่พี่ชายของเธอกลับไปแล้ว และยังสั่งให้บริดเจ็ทไปทำความสะอาดกระจกหน้าต่าง  ด้วยความเป็นสาวใช้ บริดเจ็ทก็ต้องไป

               ทำไปได้ซักพัก ลิซซี่ก็มารีดผ้าเช็ดหน้าใกล้ๆ สาวใช้

               เวลาประมาณใกล้ๆ 11 โมง นายแอนดรูว์ก็กลับมาที่บ้าน  เพราะอาการอาหารเป็นพิษก็เลยต้องกลับมาพักผ่อน  เขานอนหลับพักผ่อนตรงโซฟาห้องนั่งเล่นชั้นล่าง

               และสาวใช้บริดเจ็ทก็ขอตัวไปพักผ่อนเช่นกัน

               เวลาประมาณ 11.10 น. ของวันนั้น  สาวใช้บริดเจ็ทที่กำลังพักผ่อนอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก  เพราะลิซซี่ตะโกนให้เธอลงมา  เธอบอกกับบริดเจ็ทว่ามีคนฆ่าพ่อของเธอ  และให้สาวใช้ไปตามหมอโรเวนมาโดยด่วน  บริดเจ็ทออกไปตามหาคุณหมอแต่ไม่เจอ เลยฝากเรื่องนี้ไว้กับภรรยาคุณหมอแทน  บริดเจ็ทรีบกลับมาบ้านอีกครั้ง และลิซซี่ก็ส่งเธอให้ไปเรียกเพื่อนบ้านมาช่วย

               ลิซซี่ บอร์เด็นอ้างว่า ขณะเกิดเหตุ เธออยู่ในโรงนา และได้ยินเสียงพ่อในบ้าน  กลับมาอีกทีก็พบกับประตูที่เปิดอ้าทิ้งไว้


สภาพศพนายแอนดรูว์ที่พบในบ้าน

               สภาพศพของนายแอนดรูว์นั้น ศีรษะเละมากจนดูไม่ออกว่าเขาเป็นใคร  ข้างแก้มถูกฟันเละ 11 แผล มีแผลหนึ่งฟันเข้ากลางดวงตา นัยน์ตาปลิ้น  แผลหนึ่งเกือบจะตัดเอาจมูกหลุดออกไป  เลือดกระจายเต็มพื้น ผนังห้องและโซฟา ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้  นั่นแปลว่านายแอนดรูว์นั้นถูกฆาตกรรมตอนเขากำลังหลับ

               ตำรวจรับแจ้งความในเวลา 11.15 น. และคุณหมอโรเวนก็มาถึงในเวลา 11.30 น.  ในระหว่างการมาถึงที่เกิดเหตุก็มีการสอบถามว่านางแอ็บบี้อยู่ที่ไหน ?  ลิซซี่ตอบว่านางแอ็บบี้ไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน  แต่ภายในเวลาไม่นาน ลิซซี่ก็บอกทุกคนว่านางแอ็บบี้กลับมาแล้ว และเกรงว่าจะถูกฆาตกรรม

               ทุกคนต่างขึ้นไปดูที่เกิดเหตุ  พวกเขาก็ได้เจอกับศพของนางแอ็บบี้  ถูกฟันเละยิ่งกว่าสามีของเธอ  ศีรษะและหลังมีรอยถูกฟันถึง 19 แผลรอยเลือดเริ่มแห้งและเป็นสีคล้ำ  แสดงว่าแอ็บบี้ บอร์เด็น เสียชีวิตมาก่อนสามีของเธอแน่นอน


สภาพศพของนางแอ็บบี้

               ผลชันสูตรศพหลังจากนั้นระบุว่า ทั้งสองศพถูกฆ่าด้วยอาวุธชนิดเดียวกันที่มีความคมและความรุนแรง ถึงกับทำให้ศีรษะของทั้งสองจมไปกับมีด กะโหลกแตกยับ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นขวาน  ส่วนการตายของนางแอ็บบี้น่าจะถูกฆ่าตายก่อนสามีประมาณ 2 ชั่วโมง  นั่นก็คือเวลา 9 โมงเช้านั่นเองค่ะ  โอกาสที่ฆาตกรจะเป็นคนภายนอกนั้นมีน้อยมากเลยทีเดียว

               จากการสอบถามของเจ้าหน้าที่  ในเวลาที่ทั้งสองตาย มีเพียงลิซซี่และบริดเจ็ทที่อยู่บ้าน  แต่ถ้าบริดเจ็ทเป็นฆาตกรจริง เธอก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการตายนี้เลย  มีเพียงลิซซี่เท่านั้นที่มีผลประโยชน์ในเรื่องมรดกของพ่อ  และตำรวจยังจับได้ว่า เรื่องที่ลิซซี่เล่าเป็นเรื่องโกหก  ลิซซี่อ้างว่าตัวเองไปอยู่ที่โรงนาก่อนที่พ่อจะถูกฆ่า  แต่ที่โรงนากลับเต็มไปด้วยฝุ่นจับ  ไม่มีร่องรอยของคนที่มาที่โรงนาเลยแม้แต่น้อย

               ลิซซี่ บอร์เด็นกำลังสร้างเรื่องโกหกคำโตอยู่  เพื่อปกปิดความจริงบางอย่าง เธอก็เลยตกเป็นผู้ต้องสงสัย  แต่ชาวเมืองไม่เชื่อว่าเธอจะทำแบบนั้น เพราะที่ผ่านมาเธอทำความดี ช่วยเหลือคนมาโดยตลอด  แต่คำพูดและการกระทำต่อการตายของพ่อแม่เธอนั้นกลับเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เฉยเมยผิดปกติ  ต่างจากสาวใช้บริทเจ็ท ที่เกิดอาการประสาทโดยสิ้นเชิง


               และเปอร์จะมาสรุปย่อเหตุการณ์หลังจากนี้ค่ะ  มีอะไรบ้างที่ทำให้ตำรวจสงสัยเธอมากขึ้น

               1. ตำรวจพบขวานที่คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธเก็บไว้ในห้องเก็บของใต้ถุนบ้าน  แต่มันดูสะอาดเกินไป  หลักฐานนี้ก็เลยตกไป เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชเชื่อว่าฆาตกรไม่ได้มีเวลาในการทำความสะอาดขนาดนั้น


ขวานที่สันนิษฐานว่าถูกใช้เป็นอาวุธ

               คดีนี้มีการขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างแน่นอน  ข้อสันนิษฐานของอัยการในชั้นศาลก็คือ เธอทำไปเพราะเกลียดพ่อแม่ทั้งสองของเธอ เลยรอโอกาสเหมาะๆ ที่ไม่มีใครอยู่บ้าน จนกระทั่งพี่สาวไปค้างบ้านเพื่อน และโอกาสนั้นก็มาถึง  ก่อนเกิดเหตุเธอซื้อยามาเพื่อจัดการกับพวกเขา  ถึงคนขายไม่ยอมขายให้  แต่เธอก็หาซื้อมาจนได้  เธอแอบโรยยาพิษลงในอาหาร และใส่จำนวนเล็กน้อยให้กับตัวเองเพื่อไม่ให้ใครสงสัย  แต่ยาก็ไม่ได้รุนแรงพอให้พวกเขาทั้งสองนั้นเสียชีวิต  (ภายหลังมีการวิเคราะห์ว่านั่นเป็นเพราะอาหารเป็นพิษมากกว่า)

               เมื่อวิธีวางยาไม่ได้ผล ในวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากพ่อของลิซซี่ออกจากบ้านไป ลิซซี่จึงนำขวานออกมาและจัดการกับแม่เลี้ยงที่ชั้นบน  ฟันนางแอ็บบี้อย่างเมามันจนถึงแก่ความตาย  เธอมีเวลาเป็นชั่วโมงในการล้างคราบเลือดก่อนที่พ่อจะกลับมาบ้าน

               เมื่อพ่อของเธอกลับมา ยังมีเวลากว่าสิบนาทีในการฆ่าพ่อ ฟันเขาด้วยขวาน และล้างคราบเลือด ก่อนจะเรียกบริดเจ็ทมาและบอกว่าพ่อตายแล้ว

               แต่ข้อสันนิษฐานของอัยการก็มีจุดอ่อน เพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ แถมน้ำหนักของพยานก็มีน้อยเกินไป


ภาพจากภาพยนตร์

               บวกกับทนายที่ลิซซี่ บอร์เด็นจ้างก็เป็นทนายชื่อดัง  ทนายของลิซซี่นั้นสร้างภาพว่าเธอเป็นหญิงสาวเคร่งศาสนา กลัวบาป เงียบขรึม และน่าเคารพ ทำความดีต่างๆ มามากมายจนชาวเมืองต่างก็รักเธอและไม่มีทางที่ลิซซี่จะเป็นฆาตกร

               หลังจากขึ้นศาลในวันนั้น  เวลามีการเรียกให้ไปขึ้นศาล ลิซซี่มักจะแสร้งทำเป็นไม่สบายมาไม่ได้บ่อย ๆ

               และในวันสุดท้ายของการว่าความ  ทนายความได้อ้างว่า สาเหตุที่ดวงตาของลิซซี่ไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะมันคือดวงตาที่เศร้าที่สุด เลื่อนลอยจนไม่มีคราบน้ำตาเลยแม้แต่น้อย

               ผลสุดท้ายของเรื่องนี้คือ ลิซซี่ บอร์เด็นรอดพ้นจากโทษประหาร และได้รับมรดกของพ่อเป็นเงินกว่า USD 250,000 ลิซซี่นำเงินนั้นไปซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่ และย้ายไปอยู่กับพี่สาว และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น “ลิซซาเบธ เอ. เบอร์เดน” ในเวลาต่อมา


ภาพจากภาพยนตร์

               ถึงแม้ว่าลิซซี่จะไม่ได้รับโทษ และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในชีวิตบั้นปลาย  แต่เปอร์เชื่อว่าถึงแม้จะมีบางคนในเมืองรักเธอ  ก็ต้องมีบางคนที่คิดว่าเธอโกหกบ้างเหมือนกัน  แม้ว่าเธอจะได้มรดกจำนวนมหาศาลไป เธอก็ต้องทนอยู่กับเสียงซุบซิบนินทาจากผู้คนรอบตัวที่บอกว่าเธอเป็นฆาตกรอำมหิต ถึงแม้จะสบายบนกองมรดก พ้นความผิดไปได้เพราะหลักฐานของอัยการไม่พอ แต่ความผิดบาปในใจเธอย่อมน่าจะรู้ตัวดีที่สุด  กลายเป็นนรกในใจที่เธอต้องแบกรับมันไว้ ไม่ว่าเธอจะมีความสามารถในการสร้างภาพว่าเป็นคนดีเคร่งศาสนาแค่ไหนก็ตาม










               ชื่อเสียงของเธอนั้นดังในฐานะ ฆาตกรของโลก คนหนึ่งทีเดียว  มีการนำลิซซี่ไปพูดถึงในสื่อวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง การ์ตูน ภาพยนตร์ และอาชญวิทยา


               ตัวอย่างสื่อวัฒนธรรมที่พูดถึงลิซซี่ก็จะมี...





เพลงกล่อมเด็ก


Lizzie Borden took an axe                        (ลิซซี่ บอร์เดนถือขวานมา)
And gave her mother forty whacks.          (ฟันแม่เลี้ยงตั้งสี่สิบครา)
And when she saw what she had done     (เมื่อได้เห็นผลงานนี้) 
She gave her father forty-one.                 (ก็จามพ่ออีกสี่สิบเอ็ดที!)









ภาพยนตร์  Lizzie Borden took an ax 2014






ซีรีส์ The Lizzie Borden Chronicles (TV Mini-Series 2015)





               ในซีรีส์เรื่องนี้จะพูดถึงชีวิตหลังจากที่ลิซซี่รอดจากคดีฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงของตัวเอง  เรื่องราวของมือขวานกลับมามีชีวิตเนื่องจากมีนักสืบจากต่างเมืองรื้อคดีนี้อีกครั้ง และมีคนตาย คนหายตัวไปอีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันคือลิซซี่ บอร์เด็นทั้งนั้น

               หากใครได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ พูดเลยว่าเราจะเห็นลิซซี่เป็นคนดีเคร่งศาสนาด้วยภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้น  เธอเป็นกุลสตรีผู้ดีชั้นสูงโดยแท้  ลักษณะการพูดจาของเธอเป็นคนน่ารัก น่าคบหา ไม่น่าจะกลายเป็นฆาตกรได้เลยด้วยซ้ำไป  แต่ทว่าเบื้องลึกนั้น ถ้ามีคนมาขัดผลประโยชน์ เอาเปรียบเธอ หรือรู้ความจริงของเธอเข้า  เธอก็พร้อมจะ “กำจัด” คนๆ นั้นทิ้ง ด้วยวิธีอันแสนโหดร้ายของเธอได้อย่างเลือดเย็น อีกทั้งยังชำนาญการในการฆ่า รวมไปถึงการจัดการหลักฐานต่างๆ ด้วย  เพราะเหตุนี้พวกหน่วยงานต่างๆ ในเมืองจึงเหนื่อยที่จะมีเรื่องกับเธอ แม้ว่าจะมีนักสืบคนเก่งเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตามที  ไม่มีใครอยากให้รื้อคดีลิซซี่เลยซักคนเดียว



                และในสื่อวัฒนธรรมอย่างสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างนั้น ก็คือ ในหนังสือการ์ตูน การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ คดีที่ 4 พิพิธีภัณฑ์คนบาป  ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ได้จัดแสดงหุ่นของลิซซี่ บอร์เด็นอยู่ด้วย  ถือขวานไล่ล่าเลือดสาดสมใจคนที่ชอบอะไรทำนองนี้แน่นอน  ถ้าใครอยากรู้ว่าจะมีฆาตกรคนอื่นอีกไหม  การิน และลัลทริมาจะต้องพบเจอกับอะไรในนั้นบ้าง  บอกได้เลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ





ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก
https://my.dek-d.com/jemsin/writer/viewlongc.php?id=676433&chapter=5
http://oknation.nationtv.tv/blog/bigeye2009/2011/02/23/entry-3






      แต่คนบาปของโลกใบนี้ยังไม่สิ้นสุดแค่ 'ลิซซี่ บอร์เด็น' หรือตัวละครในการ์ตูน "การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ : พิพิธภัณฑ์คนบาป" เท่านั้นนะคะ ความโหดร้ายของมนุษย์ยังมีอีกเพียบ แต่บางคนก็โหดร้ายมากกว่าลิซซี่ บอร์เด็นอีกด้วย!

       หากใครสนใจอยากอ่านประวัติของคนเปื้อนเลือดบนโลกใบนี้ ทางพูนิก้าได้รวบรวมและกลั่นกรองเนื้อหาผ่านหนังสือที่ได้ทั้งสาระและความสนุก อ่านได้ไม่มีเบื่ออย่าง "สารานุกรมสีดำ" เอาไว้แล้ว ซึ่งเล่ม "ตำนานบาป คนเปื้อนเลือด" น่าจะถูกใจคอสายโหดกันไม่น้อย ลองไปตามหาอ่านกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ (เช่น นายอินทร์ B2S Se-ed) หรือ App. Punica E-Book หรือช็อปออนไลน์ผ่าน Black Aholic Shop ส่งฟรีทั่วประเทศค่ะ



(ช็อปออนไลน์ ส่งฟรีถึงบ้าน สารานุกรมสีดำ: ตำนานบาปคนเปื้อนเลือด)






✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎










ไม่อยากพลาดบทความดี ๆ กดติดตาม Punica LINE official คลิก!   เพิ่มเพื่อน



วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

13 วิธีเห็นผีสุดปราบเซียน อย่าลองดีถ้าจิตไม่แข็งพอ









บทความโดย Poriuz’s Tales



               สวัสดีค่ะ  วันนี้เปอร์นำวิธีลองของสำหรับคนที่อยากเห็นผีหรือสัมผัสวิญญาณมาฝากกัน ขอบอกเลยว่าช่วงล่าท้าผีในรายการคนอวดผีต่างก็ใช้วิธีเหล่านี้ซ้ำๆ ถึงแม้สถานที่และการท้าทายวิญญาณจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกันในแต่ละสัปดาห์ก็ตาม แต่ละครั้งที่ในรายการเกิดการท้าทายดังกล่าว คุณเจน ญาณทิพย์ ผู้มีสัมผัสพิเศษก็จะเห็นทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ดังนั้นบางวิธีจากวิธีทั้งหมดนี้...ถ้ายิ่งทำในบ้านร้างหรือสถานที่ผีชุกชุมแล้วล่ะก็ รับรองว่าได้เจอดีแน่นอน

               คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ถ้าจะให้ดีเปอร์แนะนำว่าอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น อย่าลองทำตามเด็ดขาด เพราะเปอร์รับรองไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง (ทั้งภัยจากคนและผี หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น) ด้วยรักและหวังดีนะคะ

               เอาล่ะ อย่ามัวรอช้า ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ :D






อันดับที่ 13 ตัดเล็บตอนกลางคืน


               วิธีนี้จะต้องทำระหว่างสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนเท่านั้น โดยเริ่มจากมือขวา ให้ตัดเล็บเรียงตามลำดับนิ้วดังนี้ “ก้อย โป้ง นาง ชี้ กลาง” หรือตัดจากด้านนอกเข้าด้านในนั่นเอง การตัดจะต้องระวังเป็นพิเศษให้เล็บได้รูป ห้ามหักหรือฉีกเด็ดขาด

               เมื่อตัดเล็บมือขวาเสร็จ ให้ตัดเล็บมือซ้ายต่อ เช่นเดิมตามลำดับ

               จากนั้นให้นำเศษเล็บทั้งหมดไปห่อในผ้าใช้แล้วที่เป็นสีดำ นำไปวางไว้ทางทิศตะวันตกของที่พัก  เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นานจะได้ยินเสียงบางอย่างมาตัดเล็บดังแกร๊กๆ ถ้าอยากเห็นให้ลืมตาได้ แต่อย่าโวยวายเพราะเขามาดี มาเพื่อตัดเล็บคืนคุณนั่นเองค่ะ

               และเมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ให้เปิดห่อผ้าที่วางเอาไว้ในตอนแรก จะพบว่าเล็บที่อยู่ในห่อผ้าไม่ใช่เล็บของคุณ แล้วพูดเบาๆ ว่า “ขอบคุณ” ก่อนจะนำไปฝังที่ไหนก็ได้ แต่ห้ามทิ้งหรือเผาเด็ดขาด

           ระดับความสะพรึง

               1/5
               เหตุผล : เปอร์ว่าแค่เสียงแกร๊กๆ มันเบาไป เปอร์คงไม่ได้ยินหรอกเพราะหลับลึกมากกกกกกกกกกก







อันดับที่ 12 ใช้น้ำตาสุนัขสีดำมาทาใต้เปลือกตา


               เป็นวิธีหนึ่งจากตำราไทยโบราณเกี่ยวกับสุนัขสีดำ คนไทยมีความเชื่อว่าสุนัขสีดำเป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้ายและมองเห็นสิ่งลี้ลับได้  

               หากคุณเลือกทำตามวิธี ให้นำน้ำตาของสุนัขสีดำมาทาใต้เปลือกตาพร้อมกับหลับตาตั้งจิตอธิษฐาน เมื่อลืมตาขึ้น...คุณอาจจะเห็น...ก็เป็นได้

           ระดับความสะพรึง

               1/5
               เหตุผล : เพราะเปอร์อาจเล่นกับสุนัขสีดำตัวนั้นจนเพลินก็เป็นได้ แอบไม่ค่อยเชื่อว่ามันจะเห็น...จริงด้วยวิธีนี้







อันดับที่ 11 นอนคาบธูปสีดำหันไปทางทิศตะวันตก


               ปกติการนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกจัดว่าเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับคนโบราณ แต่ก็ไม่ได้บอกไว้ว่าทำไม (คาดว่าอาจเป็นเพราะทิศตะวันตกเป็นทิศที่คนตายนอนหันหัวไปทางนั้น) แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นอาจเป็นเพราะว่าบ้านในสมัยก่อนของคนไทยเป็นแบบ Open Air คือหน้าต่างเปิดไว้ตลอดเวลา ถ้าหากนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก พอพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แดดก็จะส่องหน้าและทำให้ร้อนนั่นเอง

               กลับเข้าสู่เรื่องราวเกี่ยวกับการเห็นผีกันต่อดีกว่าค่ะ วิธีนี้จะต้องทำในวันพระ โดยนอนลงบนพื้นพร้อมพนมมือและนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก คาบธูปสีดำ 3 ดอกไว้ในปาก แล้วหลับตาท่องนะโมย้อนหลังให้ครบ 16 จบ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอาจจะเห็นวิญญาณ...ก็เป็นได้...

           ระดับความสะพรึง

               1/5
               เหตุผล : เปอร์ไม่ค่อยเชื่อวิธีนี้เท่าไหร่ เนื่องจากความสมเหตุสมผลไม่มีเลย คาบธูปแล้วจะท่องบทสวดได้ยังไง กว่าจะท่องจบธูปไม่หล่นแล้วหล่นอีกเหรอ? คือเปอร์คิดว่ากว่าจะท่องเสร็จคงหงุดหงิดก่อนจะเจอผีมากกว่าค่ะ







อันดับที่ 10 เคาะเรียกผีมากินข้าว


               ตามตำราไทยโบราณได้บันทึกเรื่องนี้เอาไว้ มีความเชื่อว่าผู้ที่ตายจากอุบัติเหตุ ผีตายโหง จะติดอยู่ในบริเวณที่ตนเองเสียชีวิตและไม่สามารถไปไหนได้ ถ้าอยากเห็นผีให้ลองไปบริเวณที่มีอุบัติเหตุ หรือทางสามแพร่งซึ่งมีความเชื่อที่ว่าเป็นทางที่ผีผ่าน

               นำอาหารไปวาง แล้วเคาะช้อนส้อม เคาะตะเกียบไปเรื่อยๆ  การเคาะคือการเรียกผีมากินข้าว  ให้ลองสังเกตปริมาณอาหารให้ดี เพราะอาจมีปริมาณที่ลดลงโดยไม่มีใครแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย

           ระดับความสะพรึง

               2/5
               เหตุผล : ถ้าแค่ข้าวหายก็ไม่เท่าไรเพราะเปอร์เป็นพวกไม่ค่อยสังเกตขนาดนั้น อาจไม่ได้สังเกตว่ามีเท่าไรและหายไปหรือเปล่า แต่ถ้าหมดถ้วยนี่คงแค่ขนลุกวาบเดียวแล้วเก็บของกลับบ้าน ไม่น่ามีอะไร







อันดับที่ 9 หวีผมหน้ากระจก


               เป็นอีกหนึ่งในวิธีเห็นผีจากตำราไทยโบราณ  ถ้าอยากเห็นผีด้วยวิธีการนี้ให้ดับไฟทุกดวงในบ้าน จุดเทียน 1 เล่มหน้ากระจก จากนั้นให้ใช้หวีหวีผมตัวเองพร้อมกับจ้องมองเงาในกระจกไปเรื่อยๆ

               อาจมีเงาปริศนาปรากฏขึ้นในกระจกและอยู่ข้างหลังคุณ!

               วิธีนี้ล่าท้าผีก็ใช้บ่อยๆ  นอกจากวิธีหวีผมหน้ากระจกแล้ว บางครั้งก็แต่งหน้าหน้ากระจกในบ้านร้างอีกหลัง จากนั้นคนที่ล่าท้าผีก็จะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณเจน ญาณทิพย์ก็มองเห็นได้เช่นกัน

           ระดับความสะพรึง

               3/5
               เหตุผล : มันก็จะหลอนแบบสะดุ้งตุ้งแช่ แค่ไม่มองกระจกแล้วไปทำอย่างอื่น เปิดไฟก็น่าจะจบแล้วนะคะ







อันดับที่ 8 กางร่มในที่ร่ม


               ร่มที่ใช้จะต้องเป็นร่มสีขาวหรือดำเท่านั้นเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์นั่นเองค่ะ ให้กางในที่ร่มตอนเวลาโพล้เพล้ใกล้มืด ถ้าจะให้ดีที่นั่นต้องมีประวัติเรื่องผีด้วย กำหนดจิตให้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น

               และคุณอาจได้เห็นวิญญาณสักดวงปรากฏอยู่ข้างกาย...ก็เป็นได้...

               วิธีนี้ไม่ค่อยได้ยินเท่าไรนัก แต่ก็ถูกบันทึกเอาไว้ในตำราไทยโบราณด้วย อาจทำแล้วเห็นจริงๆ ก็เป็นได้

           ระดับความสะพรึง

               3/5
               เหตุผล : ถ้าผีมาแค่ให้เห็นยังไม่น่ากลัวเท่ากับมาทำร้ายเรา







อันดับที่ 7 ใส่เสื้อผ้าคนตาย


               ตำราไทยโบราณบันทึกไว้ว่า การลองของวิธีนี้จะต้องเตรียมเสื้อผ้าคนตายไปวัด เมื่อไปถึงแล้วให้ใส่เสื้อผ้าที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วก็กลั้นหายใจระมาณ 10 วินาทีพร้อมอธิษฐานถึงสิ่งที่อยากเจอ

               มีความเชื่อว่าหากทำตามวิธีนี้จะทำให้เราได้เห็นหรือได้สัมผัสกับวิญญาณที่เป็นเจ้าของเสื้อผ้านั่นเอง

               ถ้าอยากสัมผัสแบบชัดเจนจัดเต็มแล้วละก็ ลองเลียนแบบวินาทีที่เจ้าของเสื้อผ้าตายด้วย รับรองว่าจัดหนักกว่าเดิมอย่างแน่นอน แม้คุณมองไม่เห็น แต่จะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของวิญญาณก่อนตายได้เป็นอย่างดี

           ระดับความสะพรึง

               3/5
               เหตุผล : ถ้าทำตามวิธีนี้คงจะได้เห็นแบบสะดุ้งตุ้งแช่สินะ แต่ถ้าผีไม่ทำอะไรเราก็ยังโอเคอยู่







อันดับที่ 6 ใช้ดินจากสุสานหรือเถ้ากระดูกผู้ตายทาเปลือกตา



               คนโบราณมีความเชื่อว่าเถ้ากระดูกและดินฝังศพจะซึมซับวิญญาณของผู้ตายไว้ โดยเฉพาะดินฝังศพ ยิ่งมาจากดินที่ลึกมากเท่าไร ก็ยิ่งซึมซับวิญญาณได้มากเท่านั้น

               ดังนั้นจึงมีตำราไทยโบราณที่บันทึกการเห็นผีตามวิธีนี้เอาไว้ด้วย

               วิธีการก็คือ เอาดินมาทาที่เปลือกตาแล้วตั้งจิตอธิษฐาน จะทำให้เห็นวิญญาณในบริเวณนั้นหรือวิญญาณอาจมาชวนคุณไปอยู่ด้วย...ก็เป็นได้

           ระดับความสะพรึง

               3/5
               เหตุผล : มันเหมือนกับการเปิดเนตรละมั้ง อาจจะแค่ขนลุก ถึงอย่างงั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี  แต่ถ้ามาชวนไปอยู่ด้วยเปอร์ให้ 4 คะแนนเลย เพิ่มขึ้นมาอีกคะแนนนึง 







อันดับที่ 5 นอนในโลงศพ 


               เป็นอีกหนึ่งวิธีเห็นผีที่ช่วงล่าท้าผีชอบทำบ่อยที่สุด การนอนในโลงศพนั้นเชื่อว่าจะทำให้เราได้สัมผัสกับโลกแห่งความตาย วิธีการก็คือให้เข้าไปนอนในโลงศพของจริง จากนั้นอธิษฐานพนมมือแล้วอมเหรียญบาทไว้ที่ปาก เชื่อกันว่าจะได้เห็นวิญญาณยืนอยู่ใกล้โลงศพ

               วิธีการนี้ ช่วงล่าท้าผีในรายการคนอวดผีใช้บ่อยมากๆ แทบจะ 90% ของการไปบ้านร้างเลยด้วยซ้ำและทุกครั้งคุณเจนผู้มีสัมผัสญาณทิพย์ก็จะเห็นว่ามีวิญญาณอยู่ที่ไหนในขณะที่ผู้ที่ไปร่วมล่าท้าผีก็สัมผัสได้ไม่ต่างกัน

           ระดับความสะพรึง

               4/5
               เหตุผล : แค่เข้าไปนอนในโลงในสถานที่แบบนั้นก็ขนลุกแล้ว ถ้าลืมตาแล้วเห็นนี่คงตัวสั่น เปอร์ชอบฟังเรื่องผีก็จริงแต่เปอร์กลัวผีนะ T[]T







อันดับที่ 4 แหงนหน้ามองบันได


               การเห็นผีด้วยวิธีนี้ จะต้องนั่งถัดก้นจากบันไดขั้นบนสุดลงมาจนถึงขั้นล่างสุด เมื่อถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ให้แหงนหน้าขึ้นไปมองบันไดขั้นบนสุดแล้วเราจะเจอกับวิญญาณที่รอเราอยู่

           ระดับความสะพรึง

               4/5
               เหตุผล : อาจเป็นเพราะว่าเกือบได้เจอ...จริงๆ ด้วยวิธีนี้  ตอนเด็กๆ เปอร์ชอบไปนั่งเล่นตรงบันได แล้วก็ชอบถัดก้นลงมาจากชั้นบนสุดถึงชั้นล่างสุด ปู่กับย่าของเปอร์ก็เตือนว่าห้ามทำแบบนั้น ตอนเด็กก็ไม่เข้าว่าทำไมต้องห้าม แต่พอได้รู้เรื่องนี้ปุ๊บก็เข้าใจขึ้นมาทันทีเลย

               ดีนะตอนเด็กๆ เปอร์ไม่ได้แหงนหน้ามอง ไม่งั้นนะ...แค่คิดก็ขนลุกแล้วล่ะค่ะ







อันดับที่ 3 มองลอดใต้หว่างขา 


               ทำไมต้องเป็นหว่างขา?  เวลาคนเราเกิดและลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ เราทุกคนล้วนเกิดมาจากหว่างขาของแม่ ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่าบริเวณหว่างขานี้เองที่เป็นจุดที่ติดต่อกันระหว่างโลกมนุษย์กับดินแดนแห่งวิญญาณ

               ถ้าอยากเห็นผี ให้รอจนกว่าจะถึงเวลากลางคืน ยืนตรงที่โล่งที่มองเห็นพระจันทร์ กำใบไม้ที่เก็บได้จากแถวนั้นแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (เพื่อที่เวลาก้มลงเราก็จะหันหน้าไปทางทิศตะวันตกพอดี) หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) เมื่อหมุนครบ 1 รอบ ให้ท่อง “พุทโธทายะ” ทำซ้ำทั้งหมด 3 รอบ (อย่าลืมท่องให้ครบ 3 ครั้งด้วย)

               ให้จินตนาการว่าใบไม้อันนี้คือสื่อกลางที่ทำให้เรามองเห็นวิญญาณได้ แล้วค่อยๆ ก้มลง อย่าเพิ่งลืมตา ค่อยๆ ตั้งสติ เมื่อสติมาครบแล้วจึงค่อยลืมตามองภาพใต้หว่างขาได้

               เชื่อกันว่าคุณจะได้สัมผัสกับวิญญาณเข้าอย่างจัง

               ช่วงล่าท้าผีก็มีใช้วิธีนี้บ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก อย่างไรก็ตาม วิธีนี้น่าจะทำให้ได้เห็นผีแบบจริงจัง เพราะเป็นหนึ่งในวิธีที่ถูกเขียนไว้ในตำราไทยโบราณด้วย

           ระดับความสะพรึง

               4/5
               เหตุผล : ถ้าเห็นคงจะล้มทั้งยืนเลยจ้า







อันดับที่ 2 เล่นผีถ้วยแก้ว


               การเล่นผีถ้วยแก้วเป็นการละเล่นที่ตกทอดมาจากอดีต และขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล อุปกรณ์ในการเล่นก็จะมี แก้ว  ธูป 1 ดอก  อุปกรณ์ในการจุดไฟ และกระดานที่เขียนตัวอักษร ทั้งพยัญชนะ สระในภาษาไทยอย่างครบถ้วน ตัวเลข ช่องสำหรับตอบคำถามว่า “ใช่หรือไม่ใช่” และช่องสำหรับออก

               ผู้เล่นจะอัญเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายในที่แห่งนั้นมาสิงสถิตอยู่ในแก้ว และสอบถามเรื่องราวต่างๆ จากดวงวิญญาณนั้น  

               วิธีการเล่นขั้นแรกคือ จุดธูปหนึ่งดอกที่เตรียมมาเพื่อเชิญวิญญาณ นำควันธูปเข้าไปไว้ในแก้วที่คว่ำรออยู่บนกระดาษ จากนั้นให้ผู้เล่นทุกคนเอานิ้ววางไว้บนแก้ว และเริ่มสอบถามเรื่องราวต่างๆ โดยห้ามผู้เล่นคนใดคนหนึ่งปล่อยนิ้วออกจากแก้วหรือพลิกแก้วเด็ดขาด

               ว่ากันว่า วิญญาณที่เราเชิญมานั้น จะนั่งข้างๆ ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง และคอยเอานิ้วดันแก้วเพื่อตอบคำถาม ในกรณีที่วิญญาณโกรธและไม่เต็มใจมา อาจจะไม่ต้องการออก

               แต่ถ้าคุณอยากจะเห็นผีจริงๆ จังๆ ละก็ ลองทำบางสิ่งที่ฉีกขนบอย่างเช่นการหงายแก้วขึ้นก่อนที่วิญญาณจะออกดูสิคะ

               วิธีการเห็นผีในข้อนี้ หลายคนที่เคยทดลองเล่นส่วนมากมักจะเจอ มีเรื่องเล่าสุดสยองมากมายที่เกี่ยวกับผีถ้วยแก้วจากรายการเรื่องผีชื่อดังอย่าง The Shock หรือแม้กระทั่งการล่าท้าผีในบ้านร้างของรายการคนอวดผีก็ใช้วิธีนี้เพื่อสัมผัสกับวิญญาณอีกด้วย

           ระดับความสะพรึง

                เล่นธรรมดา 1/5
     เหตุผล : สมัย ม.ต้น เปอร์เล่นผีปากกาที่มาดีบ่อยค่ะ น่าจะใกล้เคียงกันมั้ง
                เล่นแล้วผีไม่ยอมออก 3/5 
   เหตุผล : เริ่มไม่ไหวแล้วนะ ออกไปเถอะค่ะ เราไม่ได้มารบกวนเยอะขนาดนั้น T[]T
                เล่นแล้วคว่ำแก้ว 5/5
     เหตุผล : ถ้าเจอนะ... โกยเถอะจ้าาาาา







อันดับที่ 1 เล่นซ่อนหาตอนกลางคืน 


               เคยได้ยินคำเตือนที่คนโบราณมักจะห้ามกันบ้างไหมคะ คำเตือนที่บอกว่า “ห้ามเล่นซ่อนหาตอนกลางคืน ผีจะบังตาและเอาไปซ่อน” นี่คือที่มาของวิธีการลองของ ซึ่งเป็นวิธีที่อันตรายที่สุดในบรรดาวิธีเห็นผีอื่นๆ เปอร์ไม่แนะนำสักเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากลองจริงๆ ก็ควรมีเพื่อนมากกว่าหนึ่งคนเพราะจะต้องมีทั้งคนซ่อนและคนหา

               วิธีการก็ไม่ยาก แค่เล่นซ่อนหาในตอนกลางคืน คนที่ซ่อนจะโดนผีบังตา ทำให้หาเท่าไรก็หาไม่เจอ  วิธีการแก้คือต้องหาแมวดำมาวิ่งผ่านจึงจะเห็นคนที่ถูกซ่อน แต่แมวดำไม่ใช่ว่าจะหาง่ายๆ และมันก็คงไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเราสักเท่าไหร่ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่อันตรายที่สุด แถมวิธีแก้ก็ยุ่งยากมากๆ

           ระดับความสะพรึง

               5/5
               เหตุผล : เป็นวิธีเดียวที่หากถามว่าอยากลองไหม เปอร์จะไม่ลองเด็ดขาด!  เพราะถ้าเราหรือคนที่ไปด้วยหายไปจริงๆ คงหาทางออกไม่ได้แน่ ๆ







               เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับวิธีการลองของให้เห็นผี แต่เปอร์ก็ไม่แนะนำให้ไปลองด้วยตัวเองหรอกนะคะ เพราะอาจเกิดอันตรายต่างๆ ที่คาดไม่ถึงจากวิญญาณที่ไม่ต้อนรับหรือโกรธแค้น ไม่ก็เป็นอันตรายจากมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละค่ะ วิธีการเห็นผีแทบทุกวิธีต้องทำในตอนกลางคืน บางทีก็ต้องไปตามบ้านร้างอะไรทำนองนี้ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจรหรือมิจฉาชีพทำร้ายเอาได้  หรือไม่ก็อุบัติเหตุที่อาจเกิดได้ในระหว่างการลองของซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก

               เรื่องที่เล่ามาตั้งแต่แรกนั้น เปอร์อยากให้อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะคะ ไม่แนะนำให้ไปลองของกันจริงๆ ด้วยรักและเป็นห่วงเพื่อนๆ ทุกคน  

               นอกจากรายการล่าท้าผีอันแสนโด่งดังจะหนีไม่พ้นวิธีการเหล่านี้แล้ว เรายังได้เห็นวิธีการลองของเพื่อให้เห็นผีในหนังผีหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงนิยายและการ์ตูนอีก นิยายแนว Black Fantasy ของพูนิก้า อาจไม่ได้มีเรื่องพวกนี้ 100% แต่ก็เป็นการนำมาประยุกต์เพื่อให้เกิดพิธีกรรมอาถรรพ์ใหม่ๆ ในหลายๆ เล่ม เช่น การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ ตอนเกมเชื่อมความตาย ออนไลน์มรณะ มีการผสมผสานระหว่างเกมออนไลน์ในคอมพิวเตอร์เข้ากับการเล่นผีถ้วยแก้วเพื่อเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งกระจกเงาที่เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำหรับเห็นผีก็มีพูดถึงในแง่สิ่งของอาถรรพ์ในนิยาย Black Fantasy แบบนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็นของเดิม ที่เพิ่มเติมคือจินตนาการของคนเขียนที่ทำให้คนอ่านได้เพลิดเพลินนั่นเองค่ะ

               สำหรับวันนี้เปอร์ขอลาไปก่อนนะคะ บ๊ายบายยย



(นิยายการิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ เกมเชื่อมความตาย ออนไลน์มรณะ (Re-cover))



* ที่มาของเรื่องเล่า *
1. รวมวิธีเห็นผี  ในนี้รวมหมดทุกวิธีที่มี : https://pantip.com/topic/33660242
2. การหันหน้านอนในทิศตะวันตก : http://horoscope.sanook.com/4409/
3. วิธีเห็นผี ที่อยู่ในตำราไทยโบราณ : http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/001861/lang/th/





✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎











ไม่อยากพลาดบทความดี ๆ กดติดตาม Punica LINE official คลิก!   เพิ่มเพื่อน




วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

5 อาถรรพ์สุดเฮี้ยน เบื้องหลังความงามที่หลายคนไม่เคยรู้!









 ✎ บทความ โดย   เขี้ยวแดง



          เพื่อนๆ เคยมีประสบการณ์ “หนังสือไม่ตรงปก” บ้างไหมคะ เห็นปกสวยๆ นึกว่าจะสนุกแต่ซื้อมาอ่านแล้วดันอยากหลับตั้งแต่หน้าแรกซะอย่างนั้น หรือปกสายดาร์คก็เตรียมตัวดำดิ่งลงไปในโลกแห่งจินตนาการสุดหลอน แต่ที่ไหนได้ดันเป็นนิยายชีวิตสุดรันทดไปซะได้

          ถึงแม้วันนี้เขี้ยวแดงจะมีทั้งสถานที่และสิ่งของเข้าข่ายไม่ตรงปกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่รับประกันได้เลยว่าเพื่อนๆ จะไม่ปวดใจเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะสิ่งที่เขี้ยวแดงยกมาล้วนเปรียบได้กับหนังสือที่หน้าปกสวยงามน่าสะสมแต่กลับมีเบื้องหลังสุดหลอนที่ชวนให้ขนลุกขนชันถูกใจสายดาร์คอย่างพวกเราแน่นอน อย่าเสียเวลาดีกว่า เราไปรู้จักสิ่งของและสถานที่เหล่านั้นกันเลย!





1. ทำเนียบขาว


ทำเนียบขาวฝั่งทิศเหนือ หันหน้าสู่จัตุรัสลาฟาแยต                                    ทำเนียบขาวฝั่งทิศใต้ หันหน้าสู่สวนเอลลิปส์

          เอ้า! อย่าเพิ่งเลิกคิ้วค่ะเพื่อนๆ ทำเนียบขาวที่เป็นทั้งที่อยู่และที่ทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี่แหละ ฉากหน้าคือสถาปัตยกรรมที่สวยงามและเปรียบดังตัวแทนความมั่นคงของชาติแต่ด้วยความที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2343 ทำให้ทำเนียบขาวผ่านช่วงเวลาประวัติศาสตร์มาพอสมควรและไม่น่าแปลกใจหากจะมีเรื่องราวสุดหลอนเคียงคู่กันมา


          นอกจากอับราฮัม ลินคอล์น ที่มีคนพบเห็นวิญญาณของเขาในแทบทุกห้องของทำเนียบขาวแล้วก็ยังมีวิญญาณของประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่งอีกหลายดวงที่ยังคงวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ อย่างโดลลีย์ เมดิสัน ผู้ซึ่งรักสวนกุหลาบของเธอมากจึงออกมาหลอกหลอนคนงานที่จะทำลายสวนของเธอจนหวาดผวากันไปตามๆ กัน ถึงแม้สุดท้ายสวนกุหลาบจะถูกทำลายลงไปแต่กลับมีกลิ่นกุหลาบลอยอบอวลไปทั่วทำเนียบขาวอย่างลึกลับ








2. เพชรโฮป

 
          ในศตวรรษที่ 17 มีพ่อค้าชาวฝรั่งเศสนำเพชร 112 กะรัตมามอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยไม่ยอมบอกว่าได้มาอย่างไร ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเขาได้มาจากเทวรูปในอินเดียซึ่งมันมาพร้อมกับคำสาปค่ะ และคนแรกที่โดนพิษอาถรรพ์จากเพชรเม็ดนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวพ่อค้าชาวฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งเขาถูกขโมยเงินทั้งหมดและระเห็จไปตายไกลถึงรัสเซีย!

          ต่อมาในช่วงปฏิวัติหลานของพระเจ้าหลุยส์พร้อมทั้งภรรยาผู้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ก็ถูกตัดคออย่างโหดเหี้ยม จนในปีพ.ศ. 2373 เพชรเม็ดนี้ก็ได้ตกไปอยู่ในมือของนายธนาคารชื่อเฮนรี่ โฮป ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเพชรนี้ เขาครองเพชรอย่างสงบแต่ผู้ครอบครองเพชรคนต่อๆ ไปไม่มีใครรอดอาถรรพ์ของเพชรเม็ดนี้ไปได้สักคน


          แต่มีคนที่นับได้ว่าสูญเสียมากที่สุดคือเศรษฐีนีชาวอเมริกันเพราะคนในครอบครัวของเธอทยอยเสียชีวิตอย่างน่าประหลาด บ้างก็ป่วย บ้างก็ฆ่าตัวตายอย่างไร้สาเหตุ จนสุดท้ายตำนานคำสาปอันน่าพรั่นพรึงนี้ก็จบลงเมื่อเพชรโฮปได้ถูกมอบให้สถาบันอัญมณีในกรุงวอชิงตันในท้ายที่สุด








3. รถสปอร์ตของเจมส์ ดีน




          เพื่อนๆ หลายคนคงคุ้นชื่อของเจมส์ ดีน นักแสดงคนสำคัญของฮอลลีวูด เขาเป็นนักแสดงคนแรกที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ทั้งที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งรถสปอร์ตคันงามคู่ใจของเขานั่นเองที่เป็นต้นตอของการเสียชีวิต โดยก่อนหน้าที่เขาจะประสบอุบัติเหตุรถยนต์ เจมส์ ดีนทิ้งปมหลอนไว้กับเพื่อนสนิทของเขาว่าเจ้า little bastard รถสปอร์ตคู่ใจของเขาเหมือนจะมีอาถรรพ์แปลกๆ และเขาสังหรณ์ใจว่าตัวเองจะได้รับผลของสิ่งลึกลับนั้น ซึ่งข่าวการเสียชีวิตของเขาก็ยิ่งย้ำเตือนว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

          ถึงอย่างนั้นก็มีคนไม่เชื่อในอาถรรพ์นี้ เช่นเจ้าของอู่ซ่อมรถที่ซื้อซากรถ Porsche 550 Spyder คันนี้ไปปรับแต่งแต่ดันโดนเครื่องยนต์หล่นทับจนเจ็บสาหัส ต่อมาก็ยังมีคนกล้าลองของอีก ซื้ออะไหล่ไปประกอบรถตัวเอง แต่ดันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต! ตั้งแต่นั้นข่าวลือที่แพร่สะพัดจึงทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับชิ้นส่วนรถคันงามนี้อีกเลย…










4. หอคอยแห่งลอนดอน





          หอคอยแห่งลอนดอนสถานที่ที่เพื่อนๆ หลายคนคงสนใจไปเที่ยวชมความงามและศึกษาประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนานเนื่องจากถูกสร้างมาเกือบหนึ่งพันปีแล้ว และสถานที่เก่าแก่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นทั้งป้อมปราการ พระราชวัง ที่คุมขังนักโทษหรือแม้แต่ลานประหาร! ดังนั้นเมื่อมีผู้คนมากมายล้วนตายโหงในหอคอยนี้ ชื่อเสียงอันเลื่องลือถึงดวงวิญญาณชวนขนหัวลุกจึงไม่เกินจริงแต่อย่างใด

 
          เริ่มจากสองเจ้าชายน้อยที่ถูกอุ้มฆ่าจากพิษการเมือง หลายคนพบเห็นดวงวิญญาณเด็กวิ่งเล่นในหอคอยเลือดก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในกำแพงซึ่งเคยเป็นที่บรรทม และไม่นานนักก็พิสูจน์พบกระโหลกเด็กในหอคอยขาวซึ่งมีอายุเท่าสองเจ้าชายที่หายไป ส่วนพระนางแอนน์ โบลีน เป็นดวงวิญญาณที่พบได้บ่อยเพราะเธอถูกประหารด้วยดาบเพียงฉับเดียว ถ้าถามว่าพบเจอเธอได้ง่ายเพียงใดก็ลองนับจำนวนคนในกลุ่มให้ดีๆ สิคะอาจจะมีเกินมาก็ได้








5. ผ้าโบราณแห่งอุษาคเนย์




          กลับมาหลอนกับของสวยงามในประเทศกันบ้าง เมื่อนักสะสมผ้าชาวไทยผู้เป็นเจ้าของผ้าโบราณกว่าสองหมื่นชิ้นยืนยันว่าผ้าทุกผืนเลือกเจ้าของเองได้ หลอนสุดคือชุดเจ้าฟ้าไทยเขินที่จ่ายมัดจำไปแล้วแต่ดันมีเสี่ยมาอัพราคาตัดหน้าไป วันดีคืนดีเจ้าของผ้าก็เรียกให้ไปรับเพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ ตกดึกผ้าลุกขึ้นมาเดินรอบบ้าน!

          แถมผ้าแต่ละผืนมักมีเจ้าของเก่าตามเพราะแขกไปใครมาเป็นต้องทักว่าในบ้านอยู่กันเยอะทั้งที่ไม่มีใครมีแต่ผ้าทั้งนั้น ตัวคุณป้อม อัครเดชเจ้าของร้านสบันงาเองก็มักเจอผมหงอกเส้นยาวในห้องเก็บผ้าเป็นประจำทั้งที่ไม่เคยมีคนแก่เข้าไปเลยสักคน...







          บรึ๋ย เล่าไปขนลุกไปเลยนะคะเนี่ย เห็นสวยๆ หน่อยใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังจะมีตำนานชวนเขย่าขวัญแบบนี้ เขี้ยวแดงขอยืมสำนวนฝรั่งมาใช้สักหน่อยเถอะว่าอย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก กับคนเราเองก็เหมือนกันรู้หน้าไม่รู้ใจ รู้อีกทีอาจจะไม่ใช่คนก็ได้ แฮ่~








✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎ ✎







 
ไม่อยากพลาดบทความดี ๆ กดติดตาม Punica LINE official คลิก!   เพิ่มเพื่อน